วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

สมุนไพรลดเบาหวาน

“ผักเชียงดา” บำรุงตับอ่อน ลดเบาหวานชาวเหนือยกย่อง “ผักเชียงดา” ให้เป็นราชินีของผักพื้นบ้าน นิยมปลูกและรับประทานมาแต่โบราณ โดยเอายอดอ่อนดอกย่อมดอกอ่อนแกงกับปลาแห้ง แกงรวมกับผักเสี้ยว แกงแคกับผัดต่าง ๆ อร่อยมาก ในฤดูแล้งรสชาติจะหอมหวาน ฤดูฝนจะติดเฝื่อนนิด ๆ
นอกจากจะปรุงอาหารได้อร่อยแล้ว “ผักเชียงดา” ยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย โดยคนพื้นบ้านใช้ใบสดตำละเอียดพอกกระหม่อมแก้หวัดแก้ไข้ได้ และที่สำคัญในปัจจุบันมีงานวิจัยระบุว่า “ผักเชียงดา” สามารถช่วยบำรุง “ตับอ่อน” ที่ไม่ผลิตอินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานให้ทำงานได้ดีขึ้นและช่วยลดน้ำตาลในเลือดหรือเบาหวานได้ โดยมีวิธีง่าย ๆ คือ เอายอดอ่อนหรือใบอ่อนต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มขณะอุ่นแทนน้ำ วันละ 2 – 3 แก้ว ต้มดื่มเรื่อย ๆ จะช่วยบำรุงตับอ่อนและลดเบาหวานได้ตามที่กล่าวข้างต้น
ผักเชียงดาหรือ GYMNEMA INODORUM DECNE อยู่ในวงศ์ ACLEPIADACEAE เป็นไม้เลื้อย ดอกเล็ก ๆ สีขาวอมเขียว ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง พบขึ้นตามป่าดิบแล้งทางภารเหนือ ชาวบ้านในท้องถิ่นนิยมปลูกริมรั้ว เป็นพืชครัวและใช้ประโยชน์เป็นสมุนไพรตามที่กล่าวข้างต้น มีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ – พฤหัสบดี บริเวณโครง 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์” และ “แผงคุณตุ๊ก” หน้าตึกกองอำนวยการ ราคาสอบถามกันเอง

“แก่นตะวัน” ดอกสวย หัวอร่อยเป็นยาดอกแก่นตะวัน มีความงดงามเหมือนดอกบัวตองทุกอย่าง แต่เป็นไม้มีหัวใต้ดินจำนวนมาก สามารถรับประทานเป็นอาหารได้ และมีสรรพคุณทางยาด้วย หัวของแก่นตะวันแบบสด มีรสหวานมันกรอบอร่อยเหมือนแห้วไทย ใช้ปรุงเป็นอาหารคาวหวานได้หลายอย่าง ซึ่งหัวเป็นแหล่งสะสมของ “อินนูลิน” INULIN ที่ประกอบด้วยน้ำตาบฟรักโทสที่ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เมื่อนำเอาหัวไปเก็บในที่เย็นจะทำให้มีรสหวานเพิ่มขึ้น
อินนูลิน มีคุณสมบัติกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ลดไขมันในเลือดและโรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกันโรค “อินนูลิน” เป็นสารเยื่อใยอาหาร ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลง จึงช่วยลดความอ้วนได้
นอกจากนั้น หัวของแก่นตะวัน ยังใช้เป็นวัตถุผลิตแอลกอฮอล์ ผลผลิตหัวสด 1 ต้น สามารถผลิตเอทานอลได้ 80 – 100 ลิตร นำไปผสมกับเบนซินผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ก็ได้ ถือเป็นพืชพลังงานทดแทนอย่างดีอีกชนิดหนึ่ง ในส่วนของสัตว์เลี้ยง หัวของแก่นตะวัน ใช้เป็นอาหารเสริมในสัตว์ มีผลต่อการเจริญเติบโต ลดจุลินทรีย์ที่เป็นในระบบทางเดินอาหาร สร้างภูมิคุมกัน ทำให้ลดการใช้สารปฏิชีวนะ และมูลของสัตว์จะมีกิล่นเหม็นน้อยลงด้วย
แก่นตะวันเป็นไม้ลงหัวใต้ดินประเภทไม้ล้อมลุก หัวใต้ดินออกเป็นกะรจุก รูปทรงกลมยาวติดพันหนาแน่นมาก ขนาดของหัวโตประมาณมันฝรั่งหรือมันแกวทั่วไป ลำต้นสูง 1 -15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมนสีเขียวสด ดอกเป็นสีเหลืองสดใส คล้ายดอกบัวตอง มีกลีบดอก 8 – 10 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่ และดก ซึ่งแก่นตะวัน จะมีดอกบานสะพรั่งหลังใช้เวลาปลูก 60 วัน ถ้าปลูกเป็นทุ่งจะสวยงามไม่แพ้ทุ่งบัวตอง หรือทุ่งทานตะวัน ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหัว มีขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ – พฤหัสบดี บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ขอบแดดเวลามีดอกจะสวยงามมาก แลหลังจากต้นล้มสามารถเก็บเอาหัวขึ้นมาใช้ประโยชน์ตามที่กล่าวข้างต้น คุ้มค่ามาก


"มะขาม” แก้คราบบุหรี่กาแฟติดฟันคนสูบบุหรี่จัดและดื่มกาแฟวันละหลาย ๆ แก้วแล้ว มีปัญหาฟันติดคราบบุหรี่ และคราบกาแฟเป็นสีเหลืองหรือสีดำ ดูน่าเกลียดมาก เวลานั่งรับประทานอาหาร กับเพื่อน ๆ หรือคนอื่น เขาเห็นเข้าจะแสดงอาการไม่ชอบ ด้วยการย้ายไปนั่งรับประทานที่อื่นทันที ทางแก้ ดีที่สุดคือต้องไปให้หมอฟันช่วยกรอ หรือขัดฟันทำให้หายได้ แต่บางคนไม่ชอบ หรือไม่กล้า เพราะเป็นโรคกลัวหมอฟัน รู้สึกเสียว จึงขอให้ช่วยแนะนำสูตรสมุนไพรแก้อาการดังกล่าวด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ ในทางสมุนไพรมีสูตรรักษาแบบง่าย ๆ และใช้ได้ผลมาแต่โบราณแล้ว คือ ให้เอาผลหรือฝัก "มะขาม" ที่เป็นผลหรือฝักแก่จัดยังดิบอยู่ไม่ถึงสุก ผ่าเอาเมล็ดในออกแล้ว เอาเฉพาะเนื้อ ขัดถูฟันเป็นประจำเช้า กลางวัน และก่อนนอน ถูหรือขัดไปเรื่อย ๆ จะค่อย ๆ ลดคราบบุหรี่ และคราบกาแฟที่ติดฟันได้ ฟันจะขาวสะอาดใสเหมือนเดิม ใครที่เป็นโรคกลัวหมอฟันเอาสูตรนี้ไปใช้รับรองว่า ได้ผลแน่นอน
มะขาม หรือ TAMRINDUS INDICA LINN. อยู่ในวงศ์ CAESAPIACEAE มีสรรพคุณทางยาเฉพาะคือ ใบแก่ ปรุงเป็นยาแก้ไอ แก้โรคบิด ขับเสมหะในลำไส้ เนื้อในผล แก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ ลดอาการกระหายน้ำ เมล็ดแก่ เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนในท้องเด็ก ประโยชน์ทางอาหาร ใบอ่อน ดอก รสเปรี้ยว ต้มส้มใส่ปลาน้ำจืดเนื้ออ่อน หรือไก่ อร่อยมาก เพราะจะมีกลิ่นหอมจากใบมะขาม ทำต้มยำต่าง ๆ หรือต้มโคล้งปลากรอบ หากขาดใบมะขาม จะไม่ได้รสชาติ ฝักอ่อน รสเปรี้ยวเช่นกัน ตำน้ำพริกมะขาม ใส่หมูสับเปิบกับข้าวสวยร้อน ๆ มีผักเคียงเยอะ ๆ เด็ดขาดนัก ฝักแ่ก่ ทุบพอแตก ปรุงแกงส้ม แกงคั่วสุดยอดจริง ๆ

“ขิง ตะไคร้ กระเพรา” บรรเทาข้อเท้าแพลงเวลาเกิดข้อเท้าแพลง ไม่ว่าจากการเดินแล้วเท้าแพลง หรือเกิดจากการเล่นกีฬา จะรู้สึกเจ็บปวดมาก ข้อเท้าบวม บางครั้งถึงกับเดินไม่ได้ ในสมัยก่อนส่วนใหญ่ใช้แต่น้ำมันหม่อง หรือน้ำมันเขียวทานวดเบา ๆ พอบรรเทาและหายได้ แต่ใช้เวลานาน ในทางสมุนไพรมีวิธีรักษาได้เหมือนกันและนิยมกันแพร่หลาย เพราะได้ผลดีและช่วยทำให้อาการขัดเท้าแพลงหายได้เร็วขึ้น
โดยเวลาที่เกิดข้อเท้าแพลง หรือข้อเท้าพลิก ให้เอาขิง ตะไคร้แกง หรือตะไคร้บ้าน และกะเพรา แบบสด กะจำนวนมากน้อยตามต้องการ ต้มกับน้ำท่วมข้อเท้า ต้มจนเดือดยกลงให้น้ำอุ่น เอาเท้าข้างที่แพลง หรือพลิกลงแช่พร้อมใช้มือนวดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นให้เลือดบริเวณดังกล่าวไหลเวียนดี ทำเช่นนี้ 2 – 3 วัน จะทำให้หายปวดและหายเร็วขึ้น
ขิง ตะไคร้ และ กะเพรา เป็นพืชครัว มีวางขายทั่วไปตามตลาดสด ใช้ปรุงอาหารได้หลากหลายแตกต่างกันไปตามรสชาติ และพืชครัวทั้ง 3 ชนิดนี้ นอกจากจะรับประทานได้อร่อยแล้ว แต่ละชนิดยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรมากมายไม่เหมือนกันอีกด้วย แต่เมื่อนำไปต้มรวมกันจะมีฤทธิ์เป็นยาช่วยบรรเทาอาการข้อเท้าแพลงหรือข้อเท้าพลิกเด็ดขาดมาก จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบสมุนไพร ชอบวิธีรักษาแบบธรรมชาติ และต้อมีเวลาในการต้มยาเท่านั้น


ที่มา : คอลัมน์ "เกษตรบนแผ่นกระดาษ" โดยนายเกษตร นสพ. ไทยรัฐ



เบาหวาน

เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ปี 2550 พบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย

ชนิดและสาเหตุเบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดการสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักตัวมาก การขาดการออกกำลังกาย และวัยที่เพิ่มขึ้น เซลล์ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังคงมีการสร้างอินซูลิน แต่ทำงานไม่เป็นปกติเนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด

อาการถ้าหากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์
-ปัสสาวะมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น
-ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น (ระหว่างช่วงเวลาที่เข้านอนแล้วจนถึงเวลาตื่นนอน)
-หิวน้ำบ่อยและดื่มน้ำในปริมาณที่มากๆ
-เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
-น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
-ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
-สายตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน
-เป็นแผลหายช้า
โดย เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย

อาการแทรกซ้อน1. ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)
เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน endothelium ของ หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น Basement membrane มากขึ้น ทำให้ Basement membrane หนา แต่เปราะ หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง
2. ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)
พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให้ Nephron ยอมให้ albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ปี นับจากแรกเริ่มมีอาการ
3. ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)
หากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation ในที่สุด
-โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)
-โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)
-โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)
-แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer)


ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2554

การบริการแผนไทย การประคบสมุนไพร

การนวดแผนไทยรพ.รร.จปร.



ประวัติความเป็นมา "ฤๅษีดัดตน "


              ฤๅษี หรือฤษี ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง นักบวชพวกหนึ่ง มีมาก่อนพุทธกาล สละบ้านเรือนออกไปบำเพ็ญพรตแสวงหาความสงบ

              ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ใน พ.ศ.2331 เมื่อทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม (ปัจจุบัน คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ ) และข้อมูลของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน ระบุว่า มีเขาฤๅษีดัดตน ซึ่งก็คือ สวนสุขภาพแห่งหนึ่ง อยู่ใกล้พระวิหารทิศใต้ เป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 1 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รวบรวมการแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำรินำเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถแก้เมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และประยุกต์กับคติไทยที่ยกย่องฤษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ เป็นรูปฤๅษีดัดตน แสดงท่าไว้ที่วัดเพื่อให้ราษฎรทั่วไปได้ศึกษาเล่าเรียนและรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง สมัยแรกสร้างนั้นปั้นด้วยดิน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ในปี พ.ศ.2379 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด และโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ (พระราชโอรสในรัชกาล ที่ 1 พระนามเดิม พระองค์เจ้าดวงจักร) เป็นแม่กอง กำกับช่าง หล่อรูปฤๅษีแสดงท่าดัดตน ด้วยสังกะสีผสมดีบุก (เรียกว่า ชิน) จำนวน 80 ท่า เสร็จแล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสนาอำมาตย์ และนักปราชญ์ราชบัณฑิต ร่วมกันแต่งโคลงประกอบรูปฤๅษีดัดตน โดยพระองค์เองก็ทรงพระราชนิพนธ์ด้วย และจารึกโคลงเหล่านั้นลงบนแผ่นศาลาติดไว้ตามผนังศาลารายรอบวัด (ก่องแก้ว วีระประจักษ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร)

               และยังมีหลักฐานการจารึกในโคลงบานพับแผนก บนแผ่นศิลารายรอบผนังวัดโพธิ์ กล่าวถึงความเป็นมาของฤๅษีดัดตน ว่า

  
ลุศักราชพ้น                             พันมี เศษเฮย
ร้อยกับเก้าสิบแปดปี                             วอกตั้ง
นักษัตรอัฐศกรวี                                  วารกดิก มาศแฮ
สุกรปักษ์ห้าค่ำครั้ง                               เมื่อไท้บรรหาร

ให้พระประยุรราชผู้                     เป็นกรม หมื่นแฮ
ณรงค์หริรักษ์รัตน์                                ช่างใช้
สังกสีดิบุกผสม                                   หล่อรูป
นักสิทธิ์แปดสิบให้                                เทิดถ้าดัดตน

เสร็จเขียนเคลือบภาพพื้น              ผิวกาย
ตั้งทุกศาลาราย                                   รอบล้อม
อาวาสเชตะวันถวาย                             นามทั่ว องค์เอย
จารึกแผ่นผาพร้อม                               โรคแก้หลายกล
 
                 และปรากฏข้อความในโคลงบทต่อมาจากข้างต้นที่แสดงให้ถึงพระราชประสงค์ของพระองค์ไว้อย่างชัดเจนว่า เพื่อให้เป็นตำราวิชาการที่จัดไว้ในที่สาธารณะเปิดโอกาสให้ทุกเพศทุกวัยเข้าถึงและศึกษาจดจำนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อตนเองและครอบครัวได้ตามความประสงค์อย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกเวลา

          เป็นประโยชน์นรชาติสิ้น               สบสถาน
เฉกเช่นโอสถทาน                                ท่านให้
พูนเพิ่มพุทธสมภาร                              สมโพธิ์ พระนา
ประกาศพระเกียรติยศไว้                        ตราบฟ้าดินศูนย์           
   
ฤๅษีดัดตน ยังปรากฏอยู่ในโคลงประกอบรูปฤๅษีดัดตนด้วย ตัวอย่างเช่น โคลงพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 3 ดัดตนแก้เอวขดขัดขา ความว่า

 

ชฎิลดัดตนนี้น่า                          นึกเอะ ใจเอย
ชี้ชื่อสังปติเหงะ                                   หง่อมง้อม
กวัดเท้าท่ามวยเตะ                               ตึงเมื่อย หายฮา
แก้สะเอวขดค้อม                                 เข่าคู้โขยกโขยง
   
โคลงสุพรรณหงส์นิพนธ์ ความว่า

          ชฎิลฤๅษีไร้                             โรคร้าย
อายุยืนอื่นใคร                                    เทียบนา
ขัดสมาธิไขว้แขนไพล่                           ยกตน ขึ้นอา
วิธีนี้ท่านสอนท่า                                  ก่อนช้านานปี

   
                   นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร ได้ให้ความเห็นว่า  “หากนับเวลาจากปีที่สร้างรูปฤๅษีดัดตนเป็นลำดับมาจนถึงปัจจุบันจะเห็นว่ายาวนานถึง 170 ปีแล้ว จึงกล่าวได้ว่า ฤๅษีดัดตน เป็นมรดกวัฒนธรรมของคนไทยทั้งชาติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ประชาชนทั้งประเทศไม่เจาะจงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด” 


ท่าฤๅษีดัดตน

                 ท่าฤๅษีดัดตน ตามแบบดั้งเดิมมีประมาณ 127 ท่า แต่ในปัจจุบันนี้มีหลายสถาบันที่นำองค์ความรู้นี้มาพัฒนาเป็นท่าออกกำลังกาย เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) เป็นต้น ซึ่งแต่ละสถาบันจะมีรูปแบบและ สไตล์ที่ต่างกัน

                  คำว่า ดัดตน หมายถึงการทำให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายน้อมไปตามต้องการ เช่น ให้ยืด ให้หด ให้งอ ให้บิด ฯลฯ ได้ตามต้องการแล้วแต่ความชำนาญที่ได้ฝึกฝนมาจนเกิดความคล่องตัว

                 ที่เรียกว่า ฤๅษีดัดตน คือ การพักผ่อนอิริยาบถ แก้เมื่อย แก้ขบ ระบบตามร่างกายของเหล่าฤๅษี ชีไพร ผู้ได้บำเพ็ญพรต เจริญภาวนามานานวันละหลายชั่วโมง

                 การดัดตน เป็นการบริหารร่างกาย หรือกายกรรม เพื่อให้สุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งมีผลพลอยได้คือ เพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น แก้โรคลมทั้งสรรพางค์กาย แก้เมื่อย แก้ปวด เป็นต้น
 

                ท่าฤๅษีดัดตนตามแบบดั้งเดิม มีประมาณ 127 ท่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 ระบุว่ามี 80 ท่า แต่ในปัจจุบันนี้คงเหลือ 24 ท่า 25 ตน เหตุเพราะมีหลายสถาบันที่นำองค์ความรู้นี้มาพัฒนาเป็นท่าออกกำลังกาย เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) กล่าวคือ

                 สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้คัดเลือกท่าฤๅษีจาก 127 ท่า มาประยุกต์ให้เกิดความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว เป็นท่าหลักๆ 15 ท่า ซึ่งทั้ง 15 ท่า จะมีประโยชน์ในการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายเกือบทุกส่วน มีทั้งท่ายืน ท่านอน ท่านั่ง และปัจจุบันได้เผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนนำไปเป็นท่าการ ออกกำลังกายสำหรับประชาชนทั่วไป
 

การคัดเลือกท่าพื้นฐาน
                 สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้ดำเนินการคัดเลือกท่าฤๅษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า จากท่าฤๅษีดัดตนที่ได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 127 ท่า โดยมีแนวคิดและหลักการคัดเลือก ดังนี้

                1. เป็นท่าที่เป็นตัวแทนของอิริยาบถต่าง ๆ และสามารถบริหารร่างกายได้ครอบคลุมทุกส่วน ตั้งแต่คอ ไหล่ แขน อก ท้อง เอว เข่าไปจนถึงเท้า

                 2. เป็นท่าพื้นฐานทั่วไปสำหรับการเริ่มต้นฝึกปฏิบัติให้เกิดความเคยชินและช่วยให้เห็นความสำคัญของการจัดโครงสร้างร่างกายของตนเองให้สมดุล

                 3. เป็นท่าที่เลือกมาจากท่าฤๅษีดัดตนซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิมแล้วปรับประยุกต์ใช้ในท่าต่าง ๆ เช่น นั่ง นอน หรือยืน มีการสรุปความเคลื่อนไหวต่อเนื่องหรือนำท่าเดิมหลายท่ามาเคลื่อนไหวต่อเนื่องกัน

                4. การคัดเลือกท่าต่างๆ จะใช้แนวคิดเกี่ยวกับความสมดุลของโครงสร้างร่างกายและการบริหารร่างกายตามแนวต่าง ๆ เช่น แนวดิ่ง แนวราบ แนวเฉียง โดยเพิ่มเติมการตรวจร่างกาย อย่างง่าย ๆ เพื่อให้ทราบถึงโครงสร้างร่างกายของตนเองที่ไม่สมดุล โดยอาศัยแนวคิดด้านดุลยภาพของ รศ. พญ. ลดาวัลย์ สุวรรณกิตติ มาใช้ในการคัดเลือกท่าที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถฝึกหัดได้โดยไม่ทำให้โครงสร้างที่เสียสมดุลอยู่เดิมมีความเสียหายมากขึ้น

                5. ในการคัดเลือกท่าฤๅษีดัดตน ได้เพิ่มท่าบริหารกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งคิดค้นโดย รศ. นพ. กรุงไกร เจนพาณิชย์ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกและข้อ และเคยศึกษาการนวดไทยจากอาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ หมอนวดราชสำนัก ก่อนที่จะเสียชีวิตสามารถคิดค้นท่านวดกล้ามเนื้อบนใบหน้า 7 ท่าขึ้นมา


6. การคัดเลือกท่าต่าง ๆ ไม่เน้นการรักษาเฉพาะโรค แต่เป็นการเตรียมพร้อมการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายอย่างง่ายด้วยตัวเอง

               7. ท่าที่คัดเลือกไว้นี้ แม้จะมีการวิเคราะห์โดยใช้ความรู้ทางแพทย์แผนปัจจุบันทั้งในแง่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลแล้วก็ตาม สถาบันการแพทย์แผนไทย ก็ยังมีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้เกิดการวิจัยควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้มีการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง
 

ลักษณะท่าทาง
               ในปัจจุบันท่าฤๅษีดัดตนเป็นการนำท่าต่างๆ จากต้นฉบับที่มีการบันทึกไว้ที่วัดโพธิ์มาคัดเลือกท่าที่ปลอดภัยเหมาะสม มาเป็นท่าการออกกำลังกาย โดยเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ ควบคู่กับ การหายใจ เข้า- ออก อย่างช้าๆ และมีสติ

การฝึกลมหายใจ
               การฝึกท่าฤๅษีดัดตนนั้นในตำรามิได้มีการระบุชัดเจนเกี่ยวกับการหายใจ แต่อย่างไรก็ตาม ในศาสนาพุทธมีการนั่งสมาธิ โดยการฝึกการบริหารลมหายใจเช่นกัน ดังนั้นท่าฤๅษีดัดตนจึงน่าจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดลมหายใจและการกลั้นลมหายใจ ดังนั้นก่อนที่จะบริหารร่างกายด้วยท่าฤๅษีดัดตน ควรเริ่มต้นนั่งสมาธิและการฝึกการหายใจให้ถูกต้อง

            หายใจเข้า – สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ค่อย ๆ เบ่งช่องท้องให้ท้องป่องออก อกขยาย ซี่โครง สองข้างจะขยายออกปอดขยายใหญ่มากขึ้น ยกไหล่ขึ้น จะเป็นการหายใจเข้าให้ลึกที่สุด กลั้นลมหายใจไว้สักครู่ ในช่วงนี้ผนังช่องท้องจะยุบเล็กน้อยหน้าอกจะยืดเต็มที่

            หายใจออก – ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ โดยยุบท้อง หุบซี่โครงสองข้างเข้ามา แล้วลดไหล่ลง จะทำให้หายใจออกได้มากที่สุด

               กายบริหารแบบไทย ท่าฤๅษีดัดตน เป็นการบริหารร่างกายของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งเน้นการฝึกลมหายใจและใช้สมาธิร่วมด้วย จึงเป็นทั้งการบริหารร่างกายและบริหารจิต รวมทั้งช่วยในการบำบัดอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้ในระดับหนึ่ง
 

ประโยชน์
               การบริหารร่างกายด้วยท่าฤๅษีดัดตน นอกจากใช้เป็นท่าในการบริหารร่างกายแล้ว ทำให้ ร่างกายตื่นตัว แข็งแรง และเป็นการพักผ่อน ท่าต่าง ๆ ที่ใช้ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคเบื้องต้นได้อีกด้วย นับว่ามีประโยชน์เป็นอันมาก ได้แก่

                1. ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของแขนขาหรือข้อต่างๆ เป็นไปอย่าง คล่องแคล่ว มีการเน้นการนวด โดยบางท่าจะมีการกดหรือบีบนวดร่วมไปด้วย

                2. ทำให้โลหิตหมุนเวียน เลือดลมเดินได้สะดวก นับเป็นการออกกำลังกาย สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถของคนไทย

                3. เป็นการต่อต้านโรคภัย บำรุงรักษาสุขภาพให้มีอายุยืนยาว

                4. มีการใช้สมาธิร่วมด้วยจะช่วยยกระดับจิตใจให้พ้นอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด ความง่วง ความท้อแท้ ความเครียด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจหากมีการฝึกการหายใจอย่างถูกต้อง

                 จากการที่สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้เผยแพร่มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ถึงปัจจุบันยังไม่พบข้อเสีย หรืออันตรายจากการใช้ท่าฤๅษีดัดตน และโดยลักษณะการเคลื่อนไหว เป็นการเคลื่อนไหวอย่างช้า และไม่ได้ตัด หรือฝืนท่าทางอย่างมากมาย ดังนั้นจึงมีความปลอดภัยกับผู้ที่จะใช้ออกกำลังกายโดยเฉพาะผู้สูงอายุ
 

การนำท่าฤๅษีดัดตน ไปใช้ประโยชน์

               1. ด้านการเรียนการสอน

                   •  หลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทยของกระทรวงสาธารณสุข 11 หลักสูตร

                   •  หน่วยงานรัฐ/เอกชน ที่ขออนุมัติหลักสูตรผ่านสำนักงานส่งเสริมธุรกิจบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

                   •  หน่วยงานรัฐ/เอกชน ที่ทำความร่วมมือด้านการแพทย์แผนไทยกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

                   •  หน่วยงานภาครัฐเอกชน ที่ขออนุมัติใช้หลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทยของกระทรวงสาธารณสุข

                   •  หลักสูตรการเรียนการสอนของ โรงเรียนนวดแผนโบราณ (วัดโพธิ์)

                   •  หลักสูตรการเรียนการสอนของ โรงเรียนพิศิษฐ์เวชกรรม

                   •  หลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร

                   •  สื่อการสอน : เอกสาร/หนังสือ คู่มือ / ตำรา / VCD “ ฤๅษีดัดตน : กายบริหารแบบไทย ”

                2. ด้านการให้คำแนะนำแก้อาการเจ็บป่วยสำหรับประชาชนที่มารับบริการด้านการแพทย์แผนไทยตามสถานบริการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
 










เอกสารอ้างอิง

 
1. สถาบันการแพทย์แผนไทย, กระทรวงสาธารณสุข กายบริหารแบบไทย: 108 ท่า ฤๅษีดัดตน.

2. ก่องแก้ว วีระประจักษ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร. 26 พฤษภาคม 2549


3. ตำราฤๅษีดัดตนวัดโพธิ์ ต้นฉบับรูปปั้นฤๅษีดัดตนวัดพระเชตุพน. โรงเรียนแพทย์แผนโบราณ

   วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) 24 พฤษภาคม 2533


4. “ขยับกาย สบายชีวี” ด้วยกายบริหารแบบไทย ท่าฤๅษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า. โดย สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข พิมพ์ครั้งที่ 3 กรกฎาคม 2546


 

การออกกำลังกายวิถีไทย ฤาษีดัดตนที่ควรอนุรักษ์

ปัจจุบันการออกกำลังกายแบบต่าง ๆ มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นแอโรบิค  โยคะ  พิลาทิส  เป็นต้นแต่การออกกำลังกายแบบไทยๆ อย่างฤาษีดัดตน  สิ่งที่คนไทยควรหันกลับมาอนุรักษ์ในคุณค่าของสิ่งดีๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่ควรภาคภูมิใจนะคะ  ห้องนวดแผนไทย  รพ.รร.จปร.จึงขอเสนอการออกกำลังกายวิถีไทยฤาษี ดัดตน 15 ท่า

ตอน1

ท่าฤาษีดัดตน15ท่า ตอน 2

ท่าฤาษีดัดตน ตอน 3

ท่าฤาษีดัดตน ตอน 4