วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2554

สมุนไพรลดเบาหวาน

ผักเชียงดาบำรุงตับอ่อน ลดเบาหวาน
ชาวเหนือยกย่องผักเชียงดาให้เป็นราชินีของผักพื้นบ้าน นิยมปลูกและรับประทานมาแต่โบราณ โดยเอายอดอ่อนดอกย่อมดอกอ่อนแกงกับปลาแห้ง แกงรวมกับผักเสี้ยว แกงแคกับผัดต่าง ๆ อร่อยมาก ในฤดูแล้งรสชาติจะหอมหวาน ฤดูฝนจะติดเฝื่อนนิด ๆ นอกจากจะปรุงอาหารได้อร่อยแล้ว ผักเชียงดายังมีสรรพคุณทางสมุนไพรด้วย โดยคนพื้นบ้านใช้ใบสดตำละเอียดพอกกระหม่อมแก้หวัดแก้ไข้ได้ และที่สำคัญในปัจจุบันมีงานวิจัยระบุว่า ผักเชียงดาสามารถช่วยบำรุง ตับอ่อนที่ไม่ผลิตอินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานให้ทำงานได้ดีขึ้นและช่วยลดน้ำตาลในเลือดหรือเบาหวานได้ โดยมีวิธีง่าย ๆ คือ เอายอดอ่อนหรือใบอ่อนต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มขณะอุ่นแทนน้ำ วันละ 2 – 3 แก้ว ต้มดื่มเรื่อย ๆ จะช่วยบำรุงตับอ่อนและลดเบาหวานได้ตามที่กล่าวข้างต้น
ผักเชียงดาหรือ GYMNEMA INODORUM DECNE อยู่ในวงศ์ ACLEPIADACEAE เป็นไม้เลื้อย ดอกเล็ก ๆ สีขาวอมเขียว ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง พบขึ้นตามป่าดิบแล้งทางภารเหนือ ชาวบ้านในท้องถิ่นนิยมปลูกริมรั้ว เป็นพืชครัวและใช้ประโยชน์เป็นสมุนไพรตามที่กล่าวข้างต้น มีต้นขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ พฤหัสบดี บริเวณโครง 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์และ แผงคุณตุ๊กหน้าตึกกองอำนวยการ ราคาสอบถามกันเอง
แก่นตะวันดอกสวย หัวอร่อยเป็นยา
ดอกแก่นตะวัน มีความงดงามเหมือนดอกบัวตองทุกอย่าง แต่เป็นไม้มีหัวใต้ดินจำนวนมาก สามารถรับประทานเป็นอาหารได้ และมีสรรพคุณทางยาด้วย หัวของแก่นตะวันแบบสด มีรสหวานมันกรอบอร่อยเหมือนแห้วไทย ใช้ปรุงเป็นอาหารคาวหวานได้หลายอย่าง ซึ่งหัวเป็นแหล่งสะสมของ อินนูลิน” INULIN ที่ประกอบด้วยน้ำตาบฟรักโทสที่ต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เมื่อนำเอาหัวไปเก็บในที่เย็นจะทำ ให้มีรสหวานเพิ่มขึ้น
อินนูลิน มีคุณสมบัติกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน ลดไขมันในเลือดและโรคหัวใจ สร้างภูมิคุ้มกันโรค อินนูลินเป็นสารเยื่อใยอาหาร ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ทำให้ไม่มีความรู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลง จึงช่วยลดความอ้วนได้
นอกจากนั้น หัวของแก่นตะวัน ยังใช้เป็นวัตถุผลิตแอลกอฮอล์ ผลผลิตหัวสด 1 ต้น สามารถผลิตเอทานอลได้ 80 – 100 ลิตร นำไปผสมกับเบนซินผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์ก็ได้ ถือเป็นพืชพลังงานทดแทนอย่างดีอีกชนิดหนึ่ง ในส่วนของสัตว์เ ลี้ยง หัวของแก่นตะวัน ใช้เป็นอาหารเสริมในสัตว์ มีผลต่อการเจริญเติบโต ลดจุลินทรีย์ที่เป็นในระบบทางเดินอาหาร สร้างภูมิคุมกัน ทำให้ลดการใช้สารปฏิชีวนะ และมูลของสัตว์จะมีกิล่นเหม็นน้อยลงด้วย
แก่นตะวันเป็นไม้ลงหัวใต้ดินประเภทไม้ล้อมลุก หัวใต้ดินออกเป็นกะรจุก รูปทรงกลมยาวติดพันหนาแน่นมาก ขนาดของหัวโตประมาณมันฝรั่งหรือมันแกวทั่วไป ลำต้นสูง 1 -15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปใบหอก ปลายแหลม โคนมนสีเขียวสด ดอกเป็นสีเหลืองสดใส คล้ายดอกบัวตอง มีกลีบดอก 8 – 10 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่ และดก ซึ่งแก่นตะวัน จะมีดอกบานสะพรั่งหลังใช้เวลาปลูก 60 วัน ถ้าปลูกเป็นทุ่งจะสวยงามไม่แพ้ทุ่งบัวตอง หรือทุ่งทานตะวัน ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและหัว มีขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ พฤหัสบดี บริเวณโครงการ 21 แผง คุณพร้อมพันธุ์ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป ไม่ชอบน้ำท่วมขัง ขอบแดดเวลามีดอกจะสวยงามมาก แลหลังจากต้นล้มสามารถเก็บเอาหัวขึ้นมาใช้ประโยชน์ตามที่กล่าวข้างต้น คุ้มค่ามาก
"มะขามแก้คราบบุหรี่กาแฟติดฟัน
คนสูบบุหรี่จัดและดื่มกาแฟวันละหลาย ๆ แก้วแล้ว มีปัญหาฟันติดคราบบุหรี่ และคราบกาแฟเป็นสีเหลืองหรือสีดำ ดูน่าเกลียดมาก เวลานั่งรับประทานอาหาร กับเพื่อน ๆ หรือคนอื่น เขาเห็นเข้าจะแสดงอาการไม่ชอบ ด้วยการย้ายไปนั่งรับประทานที่อื่นทันที ทางแก้ ดีที่สุดคือต้องไปให้หมอฟันช่วยกรอ หรือขัดฟันทำให้หายได้ แต่บางคนไม่ชอบ หรือไม่กล้า เพราะเป็นโรค กลัวหมอฟัน รู้สึกเสียว จึงขอให้ช่วยแนะนำสูตรสมุนไพรแก้อาการดังกล่าวด้วย
ซึ่งเรื่องนี้ ในทางสมุนไพรมีสูตรรักษาแบบง่าย ๆ และใช้ได้ผลมาแต่โบราณแล้ว คือ ให้เอาผลหรือฝัก "มะขาม" ที่เป็นผลหรือฝักแก่จัดยังดิบอยู่ไม่ถึงสุก ผ่าเอาเมล็ดในออกแล้ว เอาเฉพาะเนื้อ ขัดถูฟันเป็นประจำเช้า กลางวัน และก่อนนอน ถูหรือขัดไปเรื่อย ๆ จะค่อย ๆ ลดคราบบุหรี่ และคราบกาแฟที่ติดฟันได้ ฟันจะขาวสะอาดใสเหมือนเดิม ใครที่เป็นโรคกลัวหมอฟันเอาสูตรนี้ไปใช้รับรองว่า ได้ผลแน่นอน
มะขาม หรือ TAMRINDUS INDICA LINN. อยู่ในวงศ์ CAESAPIACEAE มีสรรพคุณทางยาเฉพาะคือ ใบแก่ ปรุงเป็นยาแก้ไอ แก้โรคบิด ขับเสมหะในลำไส้ เนื้อในผล แก้อาการท้องผูก เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ ลดอาการกระหายน้ำ เมล็ดแก่ เป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนในท้องเด็ก ประโยชน์ทางอาหาร ใบอ่อน ดอก รสเปรี้ยว ต้มส้มใส่ปลาน้ำจืดเนื้ออ่อน หรือไก่ อร่อยมาก เพราะจะมีกลิ่นหอมจากใบมะขาม ทำต้มยำต่าง ๆ หรือต้มโคล้งปลากรอบ หากขาดใบมะขาม จะไม่ได้รสชาติ ฝักอ่อน รสเปรี้ยวเช่นกัน ตำน้ำพริกมะขาม ใส่หมูสับเปิบกับข้าวสวยร้อน ๆ มีผักเคียงเยอะ ๆ เด็ดขาดนัก ฝักแ่ก่ ทุบพอแตก ปรุงแกงส้ม แกงคั่วสุดยอดจริง ๆ

ขิง ตะไคร้ กระเพราบรรเทาข้อเท้าแพลง
เวลาเกิดข้อเท้าแพลง ไม่ว่าจากการเดินแล้วเท้าแพลง หรือเกิดจากการเล่ นกีฬา จะรู้ สึกเจ็บปวดมาก ข้อเท้าบวม บางครั้งถึงกับเดินไม่ได้ ในสมัยก่อนส่วนใหญ่ใช้แต่น้ำมันหม่อง หรือน้ำมันเขียวทานวดเบา ๆ พอบรรเทาและหายได้ แต่ใช้เวลานาน ในทางสมุนไพรมีวิธีรักษาได้เหมือนกันและนิยมกันแพร่หลาย เพราะได้ผลดีและช่วยทำให้อาการขัดเท้าแพลงหายได้เร็วขึ้น
โดยเวลาที่เกิดข้อเท้าแพลง หรือข้อเท้าพลิก ให้เอาขิง ตะไคร้แกง หรือตะไคร้บ้าน และกะเพรา แบบสด กะจำนวนมากน้อยตามต้องการ ต้มกับน้ำท่วมข้อเท้า ต้มจนเดือดยกลงให้น้ำอุ่น เอาเท้าข้างที่แพลง หรือพลิกลงแช่พร้อมใช้มือนวดเบา ๆ เพื่อกระตุ้นให้เลือดบริเวณดังกล่าวไหลเวียนดี ทำเช่นนี้ 2 – 3 วั น จะทำให้หายปวดและหายเร็วขึ้น
ขิง ตะไคร้ และ กะเพรา เป็นพืชครัว มีวางขายทั่วไปตามตลาดสด ใช้ปรุงอาหารได้หลากหลายแตกต่างกันไปตามรสชาติ และพืชครัวทั้ง 3 ชนิดนี้ นอกจากจะรับประทานได้อร่อยแล้ว แต่ละชนิดยังมีสรรพคุณทางสมุนไพรมากมายไม่เหมือนกันอีกด้วย แต่เมื่อนำไปต้มรวมกันจะมีฤทธิ์เป็นยาช่วยบรรเทาอาการข้อเท้าแพลงหรือข้อเท้าพลิกเด็ดขาดมาก จึงเหมาะสำหรับคนที่ชอบสมุนไพร ชอบวิธีรักษาแบบธรรมชาติ และต้อมีเวลาในการต้มยาเท่านั้น


ที่มา : คอลัมน์ "เกษตรบนแผ่นกระดาษ" โดยนายเกษตร นสพ. ไทยรัฐ



เบาหวาน

เป็นความผิดปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ อันส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกิน โรคนี้มีความรุนแรงสืบเนื่องมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสม โดยปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะไม่สามารถทำงานได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจะมีผลในการทำลายหลอดเลือด ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ปี 2550 พบผู้ป่วยเบาหวานแล้วถึง 246 ล้านคน โดยผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลก 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย

ชนิดและสาเหตุ
เบาหวาน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
โรคเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน ทำให้ร่างกายหยุดการสร้างอินซูลิน ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงจำเป็นต้องฉีดอินซูลิน เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว
โรคเบาหวานชนิดที่ 2 สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธ์กับภาวะน้ำหนักตัวมาก การขาดการออกกำลังกาย และวัยที่เพิ่มขึ้น เซลล์ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ยังคงมีการสร้างอินซูลิน แต่ทำงานไม่เป็นปกติเนื่องจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป บางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว และต้องการยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อควบคุมน้ำตาลในเลือด

อาการ
ถ้าหากพบอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์
-
ปัสสาวะมากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น
-
ปัสสาวะกลางคืนบ่อยขึ้น (ระหว่างช่วงเวลาที่เข้านอนแล้วจนถึงเวลาตื่นนอน)
-
หิวน้ำบ่อยและดื่มน้ำในปริมาณที่มากๆ
-
เหนื่อยง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
-
น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะถ้าหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
-
ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น ติดเชื้อทางผิวหนังและกระเพาะอาหาร
-
สายตาพร่ามองเห็นไม่ชัดเจน
-
เป็นแผลหายช้า
โดย เบาหวานชนิดที่ 2 อาจจะมีอาการเหล่านี้บางอย่าง หรืออาจไม่มีอาการเหล่านี้เลย

อาการแทรกซ้อน
1.
ภาวะแทรกซ้อนทางสายตา (Diabetic retinopathy)เกิดจากการที่น้ำตาลเข้าไปใน endothelium ของ หลอดเลือดเล็กๆ ในลูกตา ทำให้หลอดเลือดเหล่านี้มีการสร้างไกลโคโปรตีนซึ่งจะถูกขนย้ายออกมาเป็น Basement membrane มากขึ้น ทำให้ Basement membrane หนา แต่เปราะ หลอดเลือดเหล่านี้จะฉีกขาดได้ง่าย เลือดและสารบางอย่างที่อยู่ในเลือดจะรั่วออกมา และมีส่วนทำให้ Macula บวม ซึ่งจะทำให้เกิด Blurred vision หลอดเลือดที่ฉีกขาดจะสร้างแขนงของหลอดเลือดใหม่ออกมามากมายจนบดบังแสงที่มาตกกระทบยัง Retina ทำให้การมองเห็นของผู้ป่วยแย่ลง
2.
ภาวะแทรกซ้อนทางไต (Diabetic nephropathy)พยาธิสภาพของหลอดเลือดเล็กๆ ที่ Glomeruli จะทำให้ Nephron ยอมให้ albumin รั่วออกไปกับ filtrate ได้ Proximal tubule จึงต้องรับภาระในการดูดกลับสารมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นนานๆ ก็จะทำให้เกิด Renal failure ได้ ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตภายใน 3 ปี นับจากแรกเริ่มมีอาการ
3.
ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Diabetic neuropathy)หากหลอดเลือดเล็กๆ ที่มาเลี้ยงเส้นประสาทบริเวณปลายมือปลายเท้าเกิดพยาธิสภาพ ก็จะทำให้เส้นประสาทนั้นไม่สามารถนำความรู้สึกต่อไปได้ เมื่อผู้ป่วยมีแผล ผู้ป่วยก็จะไม่รู้ตัว และไม่ดูแลแผลดังกล่าว ประกอบกับเลือดผู้ป่วยมีน้ำตาลสูง จึงเป็นอาหารอย่างดีให้กับเหล่าเชื้อโรค และแล้วแผลก็จะเน่า และนำไปสู่ Amputation ในที่สุด
-
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary vascular disease)
-
โรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular disease)
-
โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย (Peripheral vascular disease)
-
แผลเรื้อรังจากเบาหวาน (Diabetic ulcer)


ที่มา : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น